บทที่ 4: วิธีอ่านกราฟแท่งเทียน (Candlestick) เครื่องมือทำมาหากินของนักเทรด
บทที่ 4: วิธีอ่านกราฟแท่งเทียน (Candlestick) เครื่องมือทำมาหากินของนักเทรด
หลังจากที่เราได้รู้จักตลาดเงินไปแล้ว เครื่องมือหลักที่เราจะใช้ในการหาเงินและวิเคราะห์ราคาคือกราฟครับ และกราฟที่นิยมใช้กันทั่วโลกมากที่สุดก็คือ "กราฟแท่งเทียน" (Candlestick) เพราะมันสามารถบอกอารมณ์และแรงซื้อแรงขายในตลาดให้เราเห็นได้อย่างชัดเจน
แท่งเทียน 1 แท่ง จะแทนช่วงเวลาที่เราเลือก (เช่น 1 ชั่วโมง หรือ 1 วัน) โดยแท่งเทียนส่วนใหญ่จะมี 2 สีหลัก ที่มีความหมายตรงกันข้ามกันดังนี้ครับ:
หมายความว่า "แรงซื้อชนะแรงขาย" ทำให้ราคาปิดตลาดสูงกว่าราคาเปิด
- เนื้อเทียนด้านล่าง: คือ ราคาเปิด (จุดเริ่มต้นของเวลา)
- เนื้อเทียนด้านบน: คือ ราคาปิด (ราคา ณ จุดสิ้นสุดเวลา)
2. แท่งเทียนสีแดง 🔴 (แท่งราคาขาลง / Bearish)
หมายความว่า "แรงขายชนะแรงซื้อ" ทำให้ราคาปิดตลาดต่ำกว่าราคาเปิด
- เนื้อเทียนด้านบน: คือ ราคาเปิด
- เนื้อเทียนด้านล่าง: คือ ราคาปิด
แล้ว "ไส้เทียน" (Shadow/Wick) ด้านบนและด้านล่างบอกอะไรเรา?
เส้นขีดๆ แหลมๆ ที่ยื่นออกมาจากเนื้อเทียน เรียกว่า "ไส้เทียน" ครับ มันคือร่องรอยการสู้กันระหว่างคนซื้อและคนขาย:
- ปลายไส้เทียนด้านบนสุด: คือ ราคาสูงสุด (High) ที่เคยวิ่งไปถึงในรอบเวลานั้น
- ปลายไส้เทียนด้านล่างสุด: คือ ราคาต่ำสุด (Low) ที่เคยดิ่งลงไปถึงในรอบเวลานั้น
💡 ทริคเด็ด: หากแท่งเทียนมี "ไส้เทียนยาวๆ อยู่ด้านบน" แปลว่าราคากำลังถูกแรงขายตบกลับลงมาอย่างรุนแรง เป็นสัญญาณเตือนว่าราคาอาจจะกลับตัวเป็นขาลงในไม่ช้าครับ!
สรุปบทเรียน
- สีเขียว = แรงซื้อดันขึ้น, สีแดง = แรงขายกดลง
- ไส้เทียน = จุดสูงสุดและต่ำสุดที่ราคาเคยไปเยือนในแต่ละช่วงเวลา
ในบทถัดไป เราจะขยับไปเรียนรู้เรื่อง "แนวรับ-แนวต้าน" (Support & Resistance) เส้นมหัศจรรย์ที่จะช่วยบอกเราว่า ควรจะเข้าซื้อที่ราคาตรงไหน และควรไปขายทำกำไรที่จุดไหน... ฝากติดตามด้วยนะครับ!
คำเตือนความเสี่ยง: เนื้อหาในบทความนี้เป็นเพียงการให้ความรู้เพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น การเทรดมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น